ผู้หญิงครึ่งหนึ่งของประเทศ แต่ในสภามีแค่ไม่ถึง 20% แล้วแบบนี้
เราจะเรียกว่าประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ได้ยังไง?
คำถามนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในไทย แต่เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่แม้จะมีความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างมาก แต่การมีส่วนร่วมทางการเมืองของผู้หญิงยังคงล้าหลังอย่างน่ากังวล
จากข้อมูลล่าสุด สัดส่วนผู้หญิงในรัฐสภาทั่วโลกเพิ่มขึ้นจาก 11.3% ในปี 1995 มาอยู่ที่ 27.2% ในปี 2025 แต่ในระยะหลังอัตราการเติบโตได้ชะลอตัวลงอย่างน่ากังวล และคาดการณ์ว่าอาจต้องใช้เวลาถึง 169 ปีในการปิดช่องว่างด้านการเสริมอำนาจทางการเมือง
ความเป็นจริงคือ ณ เดือนมิถุนายน 2025 มีผู้หญิงดำรงตำแหน่งประมุขแห่งรัฐหรือหัวหน้ารัฐบาลใน 27 ประเทศเท่านั้น และในระดับรัฐมนตรี ผู้หญิงครองตำแหน่งเพียง 23.3% ทั่วโลก โดยมักกระจุกตัวอยู่ในกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับประเด็นทางสังคม เช่น สตรีและครอบครัว สังคมสงเคราะห์ และวัฒนธรรม ขณะที่มีสัดส่วนน้อยมากในกระทรวงด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ
Thai Women in Parliament Plunge

กราฟแสดงสัดส่วนผู้หญิงในสภาไทยตั้งแต่ปี 2005-2024 เผยให้เห็นเรื่องราวที่น่าสนใจและน่ากังวลในเวลาเดียวกัน ในช่วงปี 2005-2013 ประเทศไทยมีแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของการมีส่วนร่วมของผู้หญิงในการเมืองอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2013 สัดส่วนผู้หญิงในสภาไทยอยู่ที่ประมาณ 15.8%
แต่แล้วเหตุการณ์เปลี่ยนไป หลังจากการรัฐประหารปี 2014 สัดส่วนผู้หญิงในสถาบันทางการเมืองลดลงอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง จนในปี 2017 เหลือเพียง 4.8% ซึ่งถือเป็นจุดต่ำสุดในรอบ 20 ปี โดยในช่วง Post- Coup Period (2014-2018) สัดส่วนลดลงถึง 69.6%
ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นความสัมพันธ์ที่ชัดเจนระหว่างระบบการเมืองกับโอกาสของผู้หญิงในการมีส่วนร่วม เมื่อการเมืองเป็นระบบปิด มีการควบคุมจากบนลงล่าง กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือกลุ่มคนที่อยู่นอกเครือข่ายอำนาจเดิม ซึ่งรวมถึงผู้หญิงจำนวนมาก
ช่วงเวลานี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความสัมพันธ์ระหว่างระบอบการปกครองกับการมีส่วนร่วมของผู้หญิง แม้ว่ารัฐกึ่งอำนาจนิยมบางแห่งจะสามารถใช้ “การจัดสรรการมีส่วนร่วม” ผ่านโควต้าจากบนลงล่างได้ แต่ในกรณีของไทยช่วงนั้น ผู้หญิงกลับต้องเผชิญกับการถูกกีดกันออกจากระบบการเมืองไปด้วย
Women in Parliament Tripled After 2019 Election

การเลือกตั้งปี 2019 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่พิสูจน์ให้เห็นว่าเมื่อระบบการเมืองเปิดโอกาสให้การแข่งขันที่เป็นธรรม ผู้หญิงสามารถกลับมามีบทบาททางการเมืองได้อย่างรวดเร็ว จากสัดส่วน 5.3% ในปี 2018 กระโดดขึ้นมาเป็น 16.2% ในปี 2019 หรือเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าในหนึ่งปี การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เกิดขึ้นจากหลายปัจจัย
1. การกลับมาของการเลือกตั้งที่เปิดกว้างทำให้พรรคการเมืองต่างๆ ต้องแสวงหาผู้สมัครที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะในเขตเลือกตั้งที่มีการแข่งขันสูง ผู้หญิงที่มีความสามารถและเป็นที่รู้จักในชุมชนจึงได้รับโอกาสมากขึ้น
2. การเปลี่ยนแปลงทางสังคมในช่วงเวลาดังกล่าว โดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นของการใช้สื่อสังคมออนไลน์ ทำให้ผู้หญิงสามารถสื่อสารกับประชาชนได้โดยตรงมากขึ้น โดยไม่ต้องพึ่งพาเครือข่ายแบบดั้งเดิมเพียงอย่างเดียว
3. ความตื่นตัวของประชาชนหลังจากการเปิดพื้นที่ทางการเมืองใหม่ ทำให้มีความต้องการตัวแทนที่แตกต่างจากเดิม และผู้หญิงจำนวนหนึ่งตอบสนองความต้องการนี้ได้
การเปลี่ยนแปลงนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าปัญหาไม่ใช่การที่ผู้หญิงไม่มีความสามารถหรือไม่สนใจการเมือง แต่เป็นเรื่องของโอกาสและกติกาที่เท่าเทียม เมื่อระบบเปิดให้การแข่งขันที่ยุติธรรม ผู้หญิงสามารถแสดงความสามารถและได้รับการยอมรับจากประชาชนได้
SEA’s Women in Parliament Lag Global Rates

เมื่อขยายมุมมองออกไปในระดับภูมิภาค จะเห็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจที่เรียกว่า “ความขัดแย้งระหว่างการพัฒนากับการมีส่วนร่วม” (Development-Representation Paradox) ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
จากข้อมูลปี 2024 ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีค่าเฉลี่ยสัดส่วนผู้หญิงในรัฐสภาอยู่ที่ 15.8% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกที่ 24.7% อย่างมีนัยสำคัญ และที่น่ากังวลคือภูมิภาคนี้มีอัตราการเติบโตช้าที่สุดในรอบ 30 ปี ความขัดแย้งนี้เกิดขึ้นเพราะแม้ว่าประเทศในภูมิภาคจะมีความก้าวหน้าอย่างมากในด้านเศรษฐกิจและสังคมของผู้หญิง ทั้งในด้านการศึกษาที่เท่าเทียมและการมีบทบาทในระดับผู้จัดการอาวุโส แต่ความสำเร็จเหล่านี้กลับไม่ส่งผลให้เกิดการเพิ่มขึ้นของอำนาจทางการเมืองอย่างที่ควรจะเป็น
เปรียบเทียบกับทวีปอเมริกาที่มีสัดส่วนผู้หญิงในรัฐสภาสูงที่สุดที่ 35.6% ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังมีช่องว่างที่ต้องปิดอีกมาก สาเหตุสำคัญประการหนึ่งคือลักษณะของระบบการเมืองในภูมิภาค ที่ยังคงเป็นระบบอุปถัมภ์ (Patronage System) ที่ผู้ชายครอบงำทรัพยากร เครือข่าย และการตัดสินใจในการคัดเลือกผู้สมัคร การเมืองในภูมิภาคนี้ต้องพึ่งพาทุนและเครือข่ายอุปถัมภ์เป็นอุปสรรคอย่างยิ่งสำหรับผู้หญิงที่มักเข้าถึงทรัพยากรเหล่านี้ได้น้อยกว่า
นอกจากนี้ ความก้าวหน้าทางการเมืองในภูมิภาคนี้ไม่เป็นเส้นตรง โดยทุกประเทศเคยประสบกับช่วงเวลาที่จำนวนผู้หญิงในสถาบันการเมืองลดลงหรือคงที่ ซึ่งแตกต่างจากภูมิภาคอื่นที่มีการพัฒนาแบบก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง
Thailand’s Low Ranking for Women in Parliament

เมื่อดูตำแหน่งของไทยในภูมิภาค พบว่าประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 7 จาก 10 ประเทศในอาเซียน ด้วยสัดส่วนผู้หญิงในสภาที่ 15.8% ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทยจากการเลือกตั้งปี 2566 แต่ยังคงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกและอยู่ในอันดับท้ายๆ ของภูมิภาค
สิ่งที่น่าสนใจคือ ประเทศที่มี GDP ต่อหัวและระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจต่ำกว่าไทย เช่น เวียดนามที่มีสัดส่วนผู้หญิงในสภาที่ 24.3% กลับมีการมีส่วนร่วมทางการเมืองของผู้หญิงที่สูงกว่า
ความขัดแย้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า GDP สูงไม่ได้รับประกันสิทธิทางการเมืองของผู้หญิง เช่นเดียวกับประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่และพัฒนาแล้วอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ที่มีสัดส่วนผู้หญิงในรัฐสภาเพียง 10% และ 17% ตามลำดับ
ในกรณีของไทย การสำรวจทัศนคติของ NIDA Poll ในปี 2558 พบว่า แม้ 87.82% ของผู้ตอบแบบสอบถามจะเห็นด้วยกับความเท่าเทียมทางการเมือง แต่ 46% ก็ยังคิดว่าผู้ชายเหมาะสมกับอาชีพการเมืองมากกว่า
ผู้หญิง ทัศนคติที่ขัดแย้งนี้สะท้อนปัญหาลึกในสังคมไทยที่ยังคงอยู่ภายใต้อิทธิพลของค่านิยมชายเป็นใหญ่ที่มองว่าชายคือผู้นำและสตรีคือผู้ตาม รวมถึงการเหยียดเพศแบบปกป้องเทิดทูน ที่งานวิจัยของคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่า ทัศนคติที่ยกย่องผู้หญิงไว้บนหิ้ง แม้จะดูเป็นการให้เกียรติ แต่กลับเป็นการตอกย้ำบทบาทของผู้หญิงให้อยู่ในกรอบที่จำกัด
นอกจากนี้ผู้หญิงไทยยังต้องเผชิญกับภาระงานซ้อนทับ โดยต้องรับผิดชอบทั้งงานประจำและงานบ้าน การไม่ได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวและไม่สามารถทนต่อแรงเสียดทานจากชุมชนเป็นอุปสรรคสำคัญ
Fair Policies Boost Women in Parliament
การดูภาพรวมของประเทศในอาเซียนเผยให้เห็นความแตกต่างที่ชัดเจน ฟิลิปปินส์นำหน้าด้วยสัดส่วน 27.1% ตามด้วยสิงคโปร์ 25.3% ลาว 25.0% และเวียดนาม 24.3% ขณะที่บรูไนอยู่ท้ายสุดด้วย 9.1%
ความแตกต่างนี้ไม่ได้เกิดจากปัจจัยทางภูมิศาสตร์หรือวัฒนธรรมเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากโครงสร้างทางการเมืองและนโยบายที่แตกต่างกัน
- ฟิลิปปินส์ สามารถนำหน้าได้เพราะมีนโยบายสนับสนุนการมีส่วนร่วมของผู้หญิงที่ชัดเจน และระบบการเมืองที่เปิดโอกาสให้การแข่งขันที่หลากหลาย ขณะที่บรูไนที่อยู่ท้ายสุดเป็นระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่การเมืองยังไม่เปิดกว้าง
- สิงคโปร์ที่ อยู่อันดับสองแม้จะเป็นประเทศขนาดเล็ก แต่มีระบบการเมืองที่เน้นความสามารถ (Meritocracy) และการให้โอกาสที่เท่าเทียม ทำให้ผู้หญิงที่มีความสามารถสามารถเข้าสู่การเมืองได้ง่ายขึ้น
- เวียดนาม ที่เป็นประเทศคอมมิวนิสต์มีการใช้โควต้าและการจัดสรรจากบนลงล่าง ซึ่งเป็นตัวอย่างของรัฐกึ่งอำนาจนิยมที่สามารถใช้ “การจัดสรรการมีส่วนร่วม” ผ่านโควต้าจากบนลงล่างได้
ในทางตรงข้าม ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซียที่เป็นประเทศประชาธิปไตย กลับมีสัดส่วนที่ต่ำกว่า เพราะผู้หญิงต้องเผชิญกับ “การแข่งขันเพื่อการมีส่วนร่วม” ที่ยากลำบากกว่า โดยเฉพาะการต้องแข่งขันในระบบที่ยังคงถูกครอบงำด้วยเครือข่ายแบบเจ้าขุนมูลนาย
Global Leaders Outpace Thailand on Women in Parliament
เมื่อเปรียบเทียบกับระดับโลก ความล้าหลังของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยิ่งชัดเจนขึ้น รวันดามีสัดส่วนผู้หญิงในสภาสูงที่สุดในโลกที่ 63.8% หลังจากเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ประเทศนี้ตระหนักถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของผู้หญิงในการสร้างสังคมใหม่
กลุ่มประเทศนอร์ดิกมีสัดส่วนผู้หญิงในสภาสูงกว่า 40% ด้วยนโยบายที่เป็นมิตรต่อครอบครัว
เช่น ระบบดูแลเด็กที่รัฐอุดหนุน ซึ่งส่งผลให้การจ้างงานสตรีเพิ่มขึ้นและช่วยกระตุ้นการเติบโตของ GDP
เม็กซิโกบรรลุความเท่าเทียมทางเพศในรัฐสภาที่ 50.4%
หลังจากการแก้ไขรัฐธรรมนุญ “ความเท่าเทียมในทุกสิ่ง”
ความสำเร็จเหล่านี้เกิดจากการใช้กลไกส่งเสริมที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะโควต้าเพศ ที่เป็นกลไกที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการเพิ่มจำนวนผู้หญิงในแวดวงการเมืองอย่างรวดเร็ว แต่ความสำเร็จของโควต้าขึ้นอยู่กับการออกแบบและการบังคับใช้ที่เข้มงวด หากไม่มีบทลงโทษที่ชัดเจน พรรคการเมืองอาจใส่ชื่อผู้หญิงไว้ในลำดับท้ายๆ ที่ไม่มีโอกาสได้รับเลือกตั้ง
Representation is Key to Democracy and Progress
หลักฐานเชิงประจักษ์จากทั่วโลกชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การเพิ่มขึ้นของการมีส่วนร่วมทางการเมืองของผู้หญิงไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของความยุติธรรมในระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น แต่ยังเป็นยุทธศาสตร์ที่จำเป็นซึ่งนำไปสู่การกำกับดูแลที่ดีขึ้น ผลลัพธ์ทางนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมในวงกว้าง และความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ
ผลกระทบเชิงนโยบาย: นักการเมืองหญิงมีแนวโน้มที่จะให้ความสำคัญกับประเด็นด้านสวัสดิการสังคม การศึกษา สาธารณสุข และนโยบายที่เกี่ยวกับครอบครัวและเด็กมากกว่านักการเมืองชาย การศึกษาในสหรัฐอเมริกาพบว่า การเพิ่มขึ้นของ ส.ส. หญิงทุกๆ 10% สัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของงบประมาณด้านการศึกษา 44.7 ดอลลาร์ต่อหัว และงบสวัสดิการ 59.5 ดอลลาร์ต่อหัว
ธรรมาภิบาลที่ดีขึ้น: มีหลักฐานชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างการมีผู้แทนหญิงในระดับสูงกับธรรมาภิบาลที่ดีขึ้นและการลดลงของการทุจริต การมีผู้แทนหญิงมากขึ้นสัมพันธ์กับอัตราการเสียชีวิตของทารกที่ลดลงและอายุคาดเฉลี่ยที่ยืนยาวขึ้นของประชากรทั้งชายและหญิง
ผลกระทบทางเศรษฐกิจ: การมีผู้หญิงในตำแหน่งทางการเมืองมากขึ้นนำไปสู่การออกกฎหมายที่ส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ การเพิ่มสัดส่วนผู้หญิง
Sources
- World Bank – Proportion of seats held by women in national parliaments (%), World Development Indicators.
- Inter-Parliamentary Union (IPU) – Women in National Parliaments: Monthly ranking by country.
- UN Women – Facts and figures: Women’s leadership and political participation.
- Chulalongkorn University, Faculty of Psychology – Research on benevolent sexism in Thai society.
- NIDA Poll (2015) – Survey on attitudes toward gender equality in politics.

Leave a Reply