💸 Cash Flow vs. Profit : กำไรมหาศาลแต่ทำไมไม่มีเงิน?
ในโลกของธุรกิจ หนึ่งในเรื่องที่สร้างความงุนงงได้มากที่สุดคือ
“บริษัทมีกำไรมหาศาลบนกระดาษ แต่กลับไม่มีเงินสดในมือ”
ฟังดูย้อนแย้งใช่ไหมครับ?
ยิ่งเมื่อรู้ว่า กว่า 70% ของธุรกิจที่ล้มละลาย จริง ๆ แล้วมีกำไรในวันที่ปิดกิจการ ยิ่งทำให้คำถามนี้น่าค้นหา
กำไร กับ กระแสเงินสด มันต่างกันอย่างไร? และทำไมมีกำไรแล้ว ยังไม่มีเงินสดอยู่ดี?
🔍 Profit and Cash Flow
| หัวข้อ | กำไร (Profit) | กระแสเงินสด (Cash Flow) |
|---|---|---|
| จุดมุ่งหมาย | วัดผลดำเนินงานทางเศรษฐกิจ | วัดความอยู่รอดของเงินในระยะสั้น |
| วิธีคำนวณ | ตามหลักบัญชีคงค้าง (Accrual) | ตามเงินจริงเข้า-ออก (Cash basis) |
| แหล่งที่ดูได้ | งบกำไรขาดทุน (P&L Statement) | งบกระแสเงินสด (Cash Flow Statement) |
| ใช้บอกอะไร | ธุรกิจคุ้มค่าหรือไม่ในระยะยาว? | พรุ่งนี้ยังจ่ายเงินเดือนหรือค่าเช่าไหวไหม? |
กำไร คือผลลัพธ์ของรายได้ลบด้วยค่าใช้จ่าย “ตามหลักบัญชี”
กระแสเงินสด คือเงินจริงที่เข้าออกจากบัญชีธุรกิจ
บริษัทอาจจะขายของได้และลงบันทึกเป็นกำไรทันที แต่เงินยังไม่เข้าจริงจนกว่าลูกค้าจะจ่ายเงิน!
ในขณะเดียวกัน ค่าใช้จ่ายหลายอย่าง เช่น วัตถุดิบ ค่าแรง หรือค่าเช่า ต้องจ่ายเงินจริงทันที
📉 Why You Have Profit But No Money
- ขายแล้วแต่ยังไม่ได้ตังค์ (Accounts Receivable เยอะเกินไป) ธุรกิจที่ขายแบบเครดิต หรือให้ลูกค้าผ่อนชำระ มักจะเจอกับ “บัญชีลูกหนี้ค้างรับ” ที่พุ่งสูง ตัวเลขกำไรดูดีมาก แต่เงินยังไม่เข้าบัญชี
ตัวอย่าง: บริษัทที่มีรายได้ 500,000 บาท แต่มีลูกหนี้ 200,000 บาท หมายความว่า 40%
ของเงินยังไม่เข้ามือ! - ของเต็มสต็อก แต่ยังขายไม่ออก (Inventory ตัน) ซื้อของมากเกินไป หรือขายไม่ออกตามแผน
เงินสดก็เลยติดอยู่ในของที่นอนนิ่งอยู่บนชั้นวาง การจัดการสินค้าคงคลังไม่ดี = เงินสดไหลออก แต่ยังไม่ไหลกลับ - ต้นทุนที่ไม่มีเงินออก (Non-cash Expenses) เช่น ค่าเสื่อมราคา (Depreciation) แม้จะตัดเป็นค่าใช้จ่ายทุกเดือน แต่ไม่มีเงินจริงออกไป ทำให้ “กำไรลด” แต่เงินสดยังอยู่เท่าเดิม
- ต้องใช้เงินเพิ่มขึ้นเพื่อขยายตัว (Working Capital เพิ่มขึ้น) ธุรกิจที่กำลังโต มักต้องซื้อของมากขึ้น จ่ายพนักงานมากขึ้น แต่ยังไม่ได้เงินจากลูกค้า ทำให้เงินสดยิ่งหด ทั้งที่ยอดขายดูดีมาก
- ลงทุนหรือใช้เงินก้อนโต (CapEx, Loan, Owner Draw)
– ซื้อเครื่องจักรใหม่ เงินออกทันที แต่ค่าใช้จ่ายจะกระจายลงบัญชีหลายปี
– จ่ายคืนเงินกู้ (เฉพาะเงินต้น) ไม่บันทึกเป็นค่าใช้จ่าย แต่เงินหายไปแล้วจริง
– เจ้าของดึงเงินออกไปใช้ส่วนตัว (Owner draw) ก็ไม่มีผลต่อกำไร แต่เงินสดลดแน่
💥 Profit Is Not Survival
บริษัท W. T. Grant ในช่วงปี 1906 – 1976
ในช่วงปีสุดท้ายก่อนล้มละลาย (ปลายทศวรรษ 1960s – 1975) บริษัทแสดงให้เห็นภาพลวงตาของความสำเร็จ
เคยรายงานผลกำไรทางบัญชีสูงถึงหลักสิบล้านดอลลาร์สหรัฐ ($)
แต่เบื้องหลังตัวเลขกำไรนั้น กระแสเงินสดกลับติดลบหนักขึ้นทุกปี เพราะ
- ลูกหนี้การค้าพุ่งสูง จากการเร่งขยายการให้สินเชื่อกับลูกค้าเพื่อสร้างยอดขาย แต่เก็บเงินสดกลับมาได้ช้า
- สินค้าคงคลังบวม จากการขยายสาขาที่รวดเร็วเกินไป ทำให้เงินทุนจมไปกับสินค้าที่ขายไม่ออก
- ต้องกู้ยืมเงินมหาศาล เพื่อนำมาหมุนเวียนจ่ายค่าใช้จ่ายที่จำเป็น และประคองกิจการ
นี่คือบทเรียนสำคัญที่ชี้ว่า ‘กำไรทางบัญชี’ ไม่สามารถรับประกันความอยู่รอดของบริษัทได้ หากปราศจากการบริหาร ‘กระแสเงินสด’ ที่ดีพอ”
🛠 How to Avoid the Trap
- ติดตามกระแสเงินสดแบบรายสัปดาห์หรือรายเดือน
ไม่ใช่ดูแค่ตอนสรุปงบสิ้นปี - เร่งเก็บเงินจากลูกค้าเร็วขึ้น
เช่น ให้ส่วนลดสำหรับการจ่ายเงินไว - ควบคุมสต็อกสินค้าให้ดี
ห้ามซื้อเกินความจำเป็น จัดซื้อให้สัมพันธ์กับยอดขายจริง - วางแผนเงินสดก่อนลงทุนหรือจ่ายหนี้
อย่าตัดสินใจแค่จากตัวเลขกำไร - ใช้ Cash Flow Forecast
วางแผนเงินเข้า-ออกล่วงหน้า เพื่อดูปัญหาก่อนจะเกิด
🔑 Profit Builds Value. Cash Pays the Bills.
“รายได้คือภาพลวงตา กำไรคือเรื่องจินตนาการ แต่เงินสดคือความจริง”
อย่าให้ตัวเลขกำไรบนกระดาษมาหลอกเราได้
ธุรกิจที่ยั่งยืนต้องมีทั้ง “กำไรที่แท้จริง” และ “กระแสเงินสดที่มั่นคง”
และแนวคิดนี้ไม่ได้ใช้แค่กับเจ้าของธุรกิจเท่านั้น แต่ยังสำคัญมากสำหรับนักลงทุน โดยเฉพาะคนที่ลงทุนในหุ้น
📊 แล้วเราควรมองการลงทุนในบริษัทต่าง ๆ อย่างไร?
การดูเฉพาะตัวเลข “กำไรสุทธิ” หรือ “รายได้” อาจทำให้เราตัดสินผิดพลาด เพราะบริษัทที่ดูมีกำไรดี อาจกำลังประสบปัญหาเงินสดอย่างรุนแรงอยู่ก็ได้
สิ่งสำคัญที่นักลงทุนควรดูประกอบกันคือ:
- งบกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน (Operating Cash Flow)
ช่วยบอกว่าบริษัทมี “เงินสดจริง” จากธุรกิจหลักมากน้อยแค่ไหนบริษัทที่กำไรสูงแต่กระแสเงินสดติดลบ = สัญญาณเตือน! - คุณภาพของกำไร (Quality of Earnings)
มองว่ากำไรที่เห็นเกิดจากกิจกรรมปกติจริง ๆ หรือไม่ (ไม่ใช่แค่ขายสินทรัพย์หรือใช้บัญชีช่วย) - อัตราส่วนกระแสเงินสดต่อกำไร (Cash Flow to Net Income)
หากต่ำกว่า 1 ต่อเนื่องหลายปี แสดงว่ากำไรที่เห็นอาจไม่ได้มาพร้อมกับเงินสด - อัตราส่วนหนี้สิน และความสามารถในการชำระหนี้
บริษัทที่ใช้หนี้มากเพื่อรักษากระแสเงินสด อาจเสี่ยงในระยะยาว - เปรียบเทียบงบ 3 ชุดควบคู่กัน
ได้แก่ งบกำไรขาดทุน, งบกระแสเงินสด, และงบดุล (Balance Sheet)
ดูแค่ชุดใดชุดหนึ่งอาจทำให้เห็นภาพไม่ครบ
🎯 สรุปสำหรับนักลงทุน อย่าเลือกหุ้นเพราะแค่ “กำไรดูดี” ให้เลือกเพราะ “กำไรจริง + เงินสดจริง + โครงสร้างดี”
หากคุณมองหาบริษัทที่สร้างมูลค่าได้ในระยะยาว อย่าลืมถามตัวเองว่า
“บริษัทนี้…สร้างกำไรได้จริง และเก็บเงินสดไว้ได้แค่ไหน?”
ถ้าคุณสนใจเรื่องแบบนี้ ลองอ่านบทความอื่นในเว็บไซต์ของฉันได้เลย
หรืออยากพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิด ก็ยินดีเสมอที่ LinkedIn
บทความนี้เขียนจากประสบการณ์ของผมเอง หากมีอะไรที่พลาดไป หรืออยากแนะนำเพิ่มเติม ยินดีมากครับ 😊
ขอบคุณที่อ่านจนจบนะครับ หวังว่าข้อคิดนี้จะมีประโยชน์ต่อนักลงทุนและผู้ประกอบการทุกคน!
ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงตรงนี้
ฉันหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย
และหากคุณได้อะไรกลับไป แม้เพียงเล็กน้อย — ฉันก็รู้สึกดีใจมาก

Leave a Reply